返回所有文章
energy

พลังงานชีวมวลจากไม้ยางพารา: โอกาสและความท้าทาย

7 分钟阅读
NTC Biomass Team
พลังงานชีวมวลจากไม้ยางพารา: โอกาสและความท้าทาย

พลังงานชีวมวล (Biomass Energy) ถือเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย. ไม้ยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ ไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่น้ำยางเท่านั้น แต่เนื้อไม้ กิ่งก้าน และแม้กระทั่งตอรากที่เหลือจากการโค่นก็สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตพลังงานได้ การนำวัสดุเหลือใช้เหล่านี้มาแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวลจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

พลังงานชีวมวลจากไม้ยางพารา: ประโยชน์และรูปแบบเชื้อเพลิง

พลังงานชีวมวลเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ข้อดีของเชื้อเพลิงชีวมวล

    • เป็นพลังงานหมุนเวียน ที่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น
    • ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งมีจำกัดและเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • ช่วยลดภาวะโลกร้อนและฝุ่น PM2.5 เนื่องจากโรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีการเผาในระบบปิดและระบบบำบัดมลพิษที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาในที่โล่ง
    • มีความผันผวนต่ำ เมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์และลม ทำให้ตอบโจทย์การใช้พลังงานได้ดีกว่าในบางรูปแบบ
    • ส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างถูกวิธี ช่วยลดการทิ้ง, ฝังกลบ, และเผาในที่โล่งแจ้ง
    • สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้ให้มีมูลค่า
  • ความแตกต่างระหว่าง Wood Chip และ Wood Pellet

    • Wood Chip (ชิ้นไม้สับ) คือเชื้อเพลิงชีวมวลที่ได้จากการนำเศษไม้ชนิดต่างๆ เช่น ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส หรือไม้ผลที่หมดอายุ มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ คุณสมบัติโดยทั่วไปของไม้สับจากไม้ยางพาราอยู่ที่ค่าความร้อนเฉลี่ย 2800-3500 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัม และมีความชื้นสะสมประมาณ 35-50% มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-30 มม. การควบคุมค่าความร้อนให้คงที่ทำได้ยากเนื่องจากขึ้นอยู่กับสัดส่วนของไม้แต่ละชนิด
    • Wood Pellet (ชีวมวลอัดเม็ด) เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพแข็งที่ผ่านกระบวนการแปรรูปและอัดเม็ด ซึ่งช่วยเพิ่มค่าความร้อนและทำให้จัดเก็บ รวมถึงขนส่งได้สะดวกยิ่งขึ้น ชีวมวลอัดเม็ดสามารถใช้ทดแทนพลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ สำหรับขี้เลื่อยไม้ยางพาราเองก็สามารถนำมาผลิตเป็นถ่านชีวภาพ (Biocoke) โดยผสมกับกากกาแฟเป็นตัวประสานได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงแข็งที่มีค่าความหนาแน่นและค่าความร้อนสูง

โอกาสและความท้าทายในการพัฒนา

โอกาส:

  • แหล่งวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์: ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานจากชีวมวลเหลือใช้สูง ไม้ยางพาราเป็นวัตถุดิบไม้ชนิดหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกจำนวนมาก และเมื่อครบอายุการกรีดหรือตัดแต่งกิ่ง จะมีกิ่งก้าน ตอราก และปลายยอดเหลือทิ้งจำนวนมาก (ประมาณ 2-3 ตันต่อไร่) ซึ่งปกติจะถูกเผาทิ้งหรือไถกลบ การนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลจึงเป็นการเพิ่มมูลค่าและลดขยะ
  • การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ: มีงานวิจัยที่ศึกษาการผลิตถ่านชีวภาพจากขี้เลื่อยไม้ยางพาราโดยใช้กากกาแฟเป็นตัวประสาน ซึ่งพบว่ามีสมบัติที่ดี เช่น ความหนาแน่นรวม 1.38 g/cm³, ความต้านทานแรงอัดสูงสุด 111 MPa และค่าความร้อน 4642 kcal/kg ซึ่งใกล้เคียงกับถ่านโค้กในอุตสาหกรรม ถ่านชีวภาพที่พัฒนาขึ้นนี้เหมาะสมที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับถ่านโค้กหรือถ่านหินในอุตสาหกรรม เพื่อลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ตลาดและความต้องการ: โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มีศักยภาพปริมาณชีวมวลจากไม้ยางพาราเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 10,800 ตันชีวมวลต่อเดือน นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการรับซื้อตอไม้และรากไม้ยางพาราสดเพื่อนำไปทำชิ้นไม้สับในราคาตันละ 270 บาท ซึ่งช่วยเกษตรกรสร้างรายได้
  • คาร์บอนเครดิต: การขายคาร์บอนเครดิตจากต้นยางพาราเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของรัฐบาล

ความท้าทาย:

  • อุปสรรคด้านการลงทุนและเทคโนโลยี: พลังงานชีวมวลยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงทั้งในด้านเงินทุนและเทคโนโลยีสำหรับองค์กรต่างๆ
  • คุณภาพวัตถุดิบ: ขี้เลื่อยไม้ยางพาราจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์บางแห่งอาจผ่านการอบยาฆ่าเชื้อรา ทำให้เชื้อราเห็ดไม่เดิน ซึ่งจำกัดการนำไปใช้ประโยชน์บางประเภท.
  • การจัดการและการขนส่ง: ส่วนของไม้ยางพาราที่เหลือจากการตัดแต่งมีหลากหลายรูปทรงและปริมาณมาก ทำให้ยุ่งยากต่อการขนย้ายและต้องอาศัยเครื่องจักรเฉพาะ แม้จะมีเครื่องสับย่อยไม้ยางพาราเคลื่อนที่ที่พัฒนาขึ้น แต่การใช้งานในวงกว้างยังคงเป็นความท้าทาย การใช้ประโยชน์ตอรากไม้ยางพารายังไม่แพร่หลายนักเพราะโรงรับซื้อยังมีไม่มาก
  • การแข่งขันและนโยบาย: ราคาไม้ยางพาราในไร่, ราคาน้ำยาง, อายุสวนยาง, การแข่งขันจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ชีวมวลจากไม้ยางพารา รวมถึงนโยบายภาครัฐ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณชีวมวล
  • ตลาด REC: การซื้อขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC) ในประเทศไทยยังเป็นภาคสมัครใจ ไม่มีราคากลาง ทำให้ผู้ซื้อมีความเสี่ยงที่จะจ่ายแพงเกินควร และมีขั้นตอนการค้นหาผู้ผลิต, ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ, และเจรจาต่อรองที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน

โดยสรุปแล้ว ไม้ยางพารามีศักยภาพสูงในการเป็นแหล่งพลังงานชีวมวลหมุนเวียนที่สำคัญของประเทศไทย หากสามารถเอาชนะความท้าทายด้านการลงทุน เทคโนโลยี การจัดการ และการตลาดได้ จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง

目录