กลับไปหน้าบทความทั้งหมด
energy

การเพิ่มมูลค่าตอและรากไม้ยางพารา: จากของเหลือใช้สู่เชื้อเพลิงชีวมวล

6 นาที
NTC Biomass Team
การเพิ่มมูลค่าตอและรากไม้ยางพารา: จากของเหลือใช้สู่เชื้อเพลิงชีวมวล

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกไม้ยางพาราจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ เมื่อต้นยางพาราหมดอายุการให้น้ำยางหรือถูกโค่นล้มเพื่อปลูกทดแทน ตอและรากไม้ยางพาราส่วนใหญ่จะถูกรวมกองและเผาทิ้งในแปลง ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ การกำจัดตอรากเหล่านี้ยังมีความจำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรครากขาวในพื้นที่ปลูกใหม่. อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือใช้เหล่านี้มีศักยภาพสูงในการนำมาแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การเปลี่ยนของเหลือใช้เหล่านี้ให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลจึงเป็นการเพิ่มมูลค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

พลังงานชีวมวลจากไม้ยางพารา: ข้อดีและประเภทเชื้อเพลิง

พลังงานชีวมวล (Biomass Energy) คือพลังงานที่ได้มาจากการแปรรูปวัสดุอินทรีย์ต่างๆ เช่น ไม้ ซากพืช ซากสัตว์ หรือเศษอาหาร ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่เกิดขึ้นใหม่ได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน การใช้พลังงานชีวมวลมีข้อดีหลายประการ:

  • เป็นพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาฟอสซิล แหล่งพลังงานชีวมวลสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ จึงมีความมั่นคงและช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด
  • ช่วยลดภาวะโลกร้อนและฝุ่น PM2.5 การใช้พลังงานชีวมวลโดยเทคโนโลยีการเผาในระบบปิดที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกิดจากการเผาในที่โล่ง
  • ส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงกิ่ง ก้าน และตอรากไม้ยางพารา มาแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล จะช่วยลดการทิ้ง ฝังกลบ หรือเผาในที่โล่ง และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย
  • มีความผันผวนต่ำ พลังงานชีวมวลมีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือมีความผันผวนในการผลิตต่ำ เมื่อเทียบกับพลังงานแสงอาทิตย์และลม

เชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้ยางพาราสามารถแปรรูปได้หลายรูปแบบ เช่น:

  • ชิ้นไม้สับ (Wood Chip) เป็นเชื้อเพลิงในกลุ่มชีวมวลที่เกิดจากการนำเศษไม้ชนิดต่างๆ ที่เหลือจากการตัดโค่นหรือแปรรูป มาสับเป็นชิ้นขนาดเล็ก ไม้สับที่นิยมใช้ในประเทศไทยมักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-30 มิลลิเมตร มีความชื้นสะสมอยู่ที่ประมาณ 35-50% และให้ค่าความร้อนเฉลี่ย 2800-3500 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัม. ปัจจุบัน ราคาไม้สับได้เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยแตะระดับ 1,300-1,350 บาทต่อตัน
  • เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Biomass Pellets) หรือ ถ่านชีวภาพ (Biocoke) เป็นการนำชีวมวลมาผ่านกระบวนการอัดแท่ง เพื่อเพิ่มค่าความร้อน ลดความชื้น และทำให้สะดวกต่อการจัดเก็บและขนส่ง ขี้เลื่อยไม้ยางพาราสามารถนำมาผลิตเป็นถ่านชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมได้ โดยการใช้กากกาแฟเป็นตัวประสาน ซึ่งวัตถุดิบทั้งสองชนิดเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ถ่านชีวภาพที่พัฒนาขึ้นจากขี้เลื่อยไม้ยางพาราผสมกากกาแฟ 25 wt% โดยทำการขึ้นรูปที่ 170 °C เป็นเวลา 20 นาที สามารถมีความหนาแน่นรวม 1.38 g/cm³, ความต้านทานแรงอัดสูงสุด 111 MPa และมีค่าความร้อน 4642 kcal/kg. สมบัติดังกล่าวถือว่าดีและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับถ่านโค้กหรือถ่านหินในอุตสาหกรรมได้

ศักยภาพและโอกาสในการเพิ่มมูลค่าตอและรากไม้ยางพารา

ตอและรากไม้ยางพาราที่เหลือจากการโค่นล้ม ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตชีวมวล ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์จากส่วนเหล่านี้มากขึ้น:

  • การใช้เครื่องสับย่อยเคลื่อนที่ มีการออกแบบและพัฒนาชุดต้นแบบระบบสับย่อยไม้ยางพาราเคลื่อนที่ ที่สามารถเข้าไปยังพื้นที่สวนยางพาราได้สะดวก เพื่อสับย่อยเศษไม้กิ่งยางพาราขนาดสูงสุด 4 ตันต่อชั่วโมง และสามารถส่งเศษไม้สับขึ้นรถบรรทุกได้ทันที การแปรรูป ณ จุดกำเนิดช่วยลดความยุ่งยากในการขนย้ายและปริมาณที่มากของเศษไม้ที่มักถูกทิ้งไว้รอวันย่อยสลายหรือไถกลบ
  • ตลาดรับซื้อวัตถุดิบ ผู้ประกอบการมีการรับซื้อตอไม้และรากไม้ยางพาราสดเพื่อนำไปแปรรูปเป็นชิ้นไม้สับสำหรับเชื้อเพลิงชีวมวล โดยไม่จำกัดจำนวน และมีบริการโอนเงินสดทุกวัน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการเผาทิ้งในพื้นที่ปลูก ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ แต่ยังสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกร
  • ศักยภาพการผลิตชีวมวลในพื้นที่ มีการประเมินว่าในจังหวัดชายแดนใต้ เช่น ยะลา นราธิวาส และปัตตานี มีศักยภาพปริมาณชีวมวลจากไม้ยางพาราคงเหลือรายเดือนเพียงพอต่อความต้องการใช้ชีวมวลของโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานจากชีวมวลเหลือใช้สูงถึง 156,402×10^6 MJ.

การเพิ่มมูลค่าให้กับตอและรากไม้ยางพาราเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยจัดการของเสียทางการเกษตรอย่างยั่งยืน แต่ยังสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนเกษตรกร

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ